Z

หนุ่ม 10 ล้อ โวย เจ้าหน้าที่ซุ่มจับ ยันตกใจหนีชนดะ แฉด่านไม่มีดันปีนรถ

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปวิดีโอขณะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบท กำลังเรียกตรวจรถบรรทุกพ่วงคันหนึ่ง เนื่องจากเข้าข่ายลักษณะกระทำผิดกฎจราจร แต่เมื่อรถคันดังกล่าวจอด เจ้าหน้าที่ก็พยายามเคาะกระจกให้คนขับลงมาพุดคุยกัน แต่กลับไม่มีการตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น
หลังจากนั้นคนขับรถพ่วงก็เร่งเครื่องยนต์ จนเจ้าหน้าที่ที่ปีนไปเกาะประตูและกระจกเพื่อพูดคุยกับคนขับต้องกระโดดหนีลงมา แล้วรถพ่วงก็พุ่งชนรถของกรมทางหลวงที่จอดขวางอยู่ด้านหน้า จนรถหมุนได้รับความเสียหาย ก่อนจะรีบเร่งเครื่องหลบหนีไป โดยมีเจ้าหน้าที่ทางหลวงไล่ตามด้วยการซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพลเมืองดีไปอย่างกระชั้นชิด
ล่าสุดวันที่ 17 มี.ค. 65 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมาที่ถนนนครอินทร์ ต.บางขุนกอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุ ลักษณะถนนเป็นถนน 6 เลน มีเกาะกลาง บริเวณขอบกั้นสะพานมีร่องรอยบุบจากการถูกชน ต่อมาทีมข่าวทราบว่า เจ้าหน้าที่ได้เรียกทั้งฝ่ายของเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง และคนขับรถบรรทุกพ่วง เข้ามาสอบปากคำ พร้อมกับให้นำรถคันที่เกิดเหตุมาจอดไว้ที่โรงพัก

สำหรับรบรรทุกพ่วงข้าง สังเกตเห็นว่ามีรอยถูกชนบริเวณด้านข้างรถฝั่งซ้าย ส่วนฟิล์มรถค่อนข้างมืด และบริเวณรถพ่วงข้างนั้นยังมีผ้าใบคลุมไว้ สำหรับรถของเจ้าหน้าที่ พบว่ามีรอยถูกชนเกือบทั้งคัน โดยเฉพาะบริเวณกันชนด้านหน้า
นายชัยสิทธิ์ ตุ้มขาว เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ และเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีตรวจสอบน้ำหนักราชพฤกษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (16 มี.ค.65) เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ประมาณ 5 คน กำลังขับรถลาดตระเวนตามปกติ ขณะนั้นพบรถพ่วงท้ายนำผ้าใบปิดสิ่งของที่บรรทุกไว้ จึงเรียกเพื่อขอตรวจน้ำหนักรถตามปกติ แต่รถคันดังกล่าวไม่ยอมจอด และตั้งใจขับรถหลบหนี ไม่มีแม้แต่จะแง้มหน้าต่างออกมาพูดคุย เจ้าหน้าที่จึงปีนไปเกาะที่หน้าต่างรถ แต่ก็ไม่เป็นผล ตนเลยบอกให้ลงมา ๆ ๆ เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย

กระทั่งเจ้าหน้าที่กำลังจะเลื่อนรถที่จอดขวางหน้ารถพ่วงออก จู่ ๆ รถพ่วงก็ขยับรถออก ก่อนจะพุ่งชนรถกระบะคันสีเหลืองของเจ้าหน้าที่ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่กระโดดหลบทัน รถพ่วงจึงพุ่งตัวออกไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รีบซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน แต่หัวหน้าของตนเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงขอให้หยุดภารกิจ และนำคลิปมาแจ้งความตามขั้นตอนต่อไป
“ปกติแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบทางหลวงเป็นประจำ เพราะเป็นหน้าที่ ซึ่งวันนั้นไม่ได้มีการตั้งด่านจับ แต่ตามระเบียบของเจ้าหน้าที่ หากพบรถผิดกฎหมายสามารถเรียกตรวจสอบได้ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยรถที่บรรทุกของเกินน้ำหนักไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ เพราะคุณภาพของถนนที่สร้างมานั้นมีข้อจำกัดอยู่” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

สำหรับกรณีที่ฝั่งของคนขับรถพ่วงได้ออกมาชี้แจงว่า ขับรถหนี เพราะไม่เห็นว่ามีการตั้งด่าน และไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ในมุมของเจ้าหน้าที่ หากให้รอตั้งด่านคงจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันเวลา และเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปพูดคุยอย่างสุภาพด้วย และการหลบหนีนั้นก็ยิ่งเป็นข้อผิดสังเกตที่ว่า ผู้ขับขี่กำลังปกปิดอะไรอยู่หรือไม่
นายดนัย ทองอารีกูล เจ้าหน้าที่ประจำสถานีตรวจสอบน้ำหนักราชพฤกษ์ กล่าวว่า ตนทราบเรื่องว่าเป็นการเรียกให้รถหยุดตรวจ แต่รถคันดังกล่าวกลับไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงทำให้เกิดข้อสงสัย เลยมีการขับรถไล่ตามกันเกิดขึ้น ซึ่งตนยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนมีเจตนาที่จะตรวจรถ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายตามระเบียบ หากพบรถต้องสงสัยก็สามารถเรียกตรวจได้ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน ทั้งนี้ ตนอยากจะฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนน หากพบว่าเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดตรวจ ให้แสดงตัวตามปกติ เพราะเจ้าหน้าที่ก็พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ จึงอยากจะให้ทุก ๆ ฝ่ายร่วมมือและเข้าใจซึ่งกันและกัน


นายสุวัฒน์ ขุนสวัส อายุ 37 ปี คนขับรถพ่วงคันดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวานนี้ (16 มี.ค.65) ตนบรรทุกดินมาจากพระนครศรีอยุธยา และผ่านถนนเส้นนครอินทร์-พระราม 5 เพื่อที่จะนำดินไปส่งย่านวงเวียนพระราม 5 โดยได้บรรทุกใส่รถบรรทุกพ่วงขนาด 18 ล้อ รถพ่วงตัวแม่ และรถพ่วงตัวลูกบรรทุกดินไว้คันละประมาณ 25 ตัน รวม 2 คันเป็น 50 ตัน แต่ก่อนที่จะถึงพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทางหลวงได้โบกให้จอดรถ ตนสังเกตเห็นว่าไม่มีการตั้งด่าน และไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ ตนเลยไม่จอดรถและขับต่อไปเรื่อย ๆ
กระทั่งเจ้าหน้าที่ขับรถกระบะมาปิดล้อมรถของตน ทำให้รู้สึกตกใจมาก ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ปีนกระจกรถ และพยายามบอกให้ตนลงจากรถ ตนเลยพยายามที่จะถอยหลัง แต่ไม่คิดว่าตัวรถจะไปชนกับรถกระบะ คาดว่าจุดที่ชน น่าจะเป็นรถพ่วงท้ายที่เลี้ยวออกไม่พ้น จึงส่งผลให้รถกระบะอยู่ในสภาพพังยับ ก่อนที่จะขับออกไปตามปกติ และโทรศัพท์แจ้งหัวหน้างาน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าขับรถมาถูกต้องตามกฎหมาย และจากการตรวจสารเสพติด ผลชี้ชัดว่า ไม่ได้มีสารเสพติดเจือปนแต่อย่างใด

กรณีที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า เป็นระเบียบที่จะต้องตรวจน้ำหนักรถเพื่อความปลอดภัย ตนก็อยากจะให้เข้าใจในมุมของตนว่า การที่เจ้าหน้าที่พุ่งมาหาเช่นนั้น ทำให้ตนรู้สึกตกใจกลัวมาก ๆ และอาการตกใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากตนเปิดประตูแล้วเป็นอะไร ใครจะรับผิดชอบ เพราะตนก็ต้องดูแลครอบครัว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกฎหมาย ตนก็พร้อมที่จะให้พิสูจน์อย่างเต็มที่ เพราะตนบริสุทธิ์ใจและขับรถพ่วงมากกว่า 5-6 ปีแล้ว ยังไม่เคยเจอเหตุเช่นนี้ นอกจากนี้ เวลาประมาณ 10.00-11.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.65) เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกทุกฝ่ายเข้าไปสอบปากคำเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงอีกครั้งต่อไป

Read Comments

Leave a comment