Z

หนุ่มบุกโรงพยาบาล แค้นถูกฉีดยาเจ็บ ใช้ไม้ไล่ตีเจ้าหน้าที่

จากกรณี 1 เม.ย.65 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ krittaphat chanrasri ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอำเภอโพนนาแก้ว จ.สกลนคร ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ชายคนหนึ่งบุกเข้ามาในโรงพยาบาล และใช้ไม้วิ่งไล่ตีเจ้าหน้าที่ ระบุ “สิ่งที่ต้องทำคือหน้าที่ สิ่งต้องมีคือความอดทน” 10 ปีที่โลดแล่นในวงการสาธารณสุข ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ไม่คิดว่าเรื่องเเบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเเละในหน่วยงานที่ตัวเองสังกัด โรงพยาบาลคือสถานที่ที่ปลอดภัย

หลายๆ คนเข้ามาจะได้รับการดูเเลแบบองค์รวม บนพื้นฐานของการให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เพื่อให้รอดพ้นภาวะวิกฤตที่คุกคามต่อชีวิต เราพยายามทำงานหนักเพื่อที่จะถือประโยชน์ สิทธิ ของผู้รับบริการเป็นที่ตั้ง หลายครั้งผู้รับบริการไม่ได้เข้าใจ เเต่เราก็ยังยืนยันที่จะดำรงไว้ซึ่งประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นหลัก ถึงเราจะทุกข์ที่สุด แต่ก็ยังเป็นคนที่มี “สุข” ที่สุดที่ได้เห็นผู้รับบริการได้รับการพยาบาลที่ถูกต้อง เหมาะสม ตามมาตรฐานวิชาชีพ
แต่เหตุการณ์วันนี้ เราหลายๆ คนกำลังโดนคุกคาม จากภายนอกและคนไข้ที่เรากำลังให้บริการ ไม่ว่าจะเรื่องการแสดงอารมณ์หงุดหงิดใส่ ชักสีหน้า คำพูดจา แค่นี้ก็ถือว่าไม่ดีเเล้ว แต่นี่ถึงกับบุกมาในสถานที่ราชการ ทำร้ายร่างกายกัน มันเห็นใจกันไม่ได้ เราก็ต้องปกป้องสิทธิตัวเอง ตัวเองไม่สบายมาขอความช่วยเหลือ เเล้วยังมาทำร้ายเรา เรื่องแบบนี้มันยอมความไม่ได้ ขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” โดยหลังจากที่ได้มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ได้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก

ความคืบหน้าล่าสุด 4 เม.ย.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมชายผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทราบชื่อนายทนงศักดิ์ อุปติ อายุ 29 ปี โดยนายตฤณพงศ์ ธีรพงศ์ธนสุข นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลโพนนาแก้ว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายทนงศักดิ์ ผู้ต้องหาที่มาทำการรักษาอาการ ตอนที่เข้ามานายทะนงศักดิ์ มีอาการขัดขืนไม่ให้ความร่วมมือ

เบื้องต้นแพทย์ได้ทำการฉีดยาเพื่อสงบสติ แต่เมื่อคนไข้รู้สึกตัว ได้บอกว่าเจ็บตรงที่ฉีดยา จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า อย่าให้เจอตัวข้างนอกโรงพยาบาล จะเอาคืน และตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. ก็จะขับรถจักรยานยนต์ มาวนเวียนหน้า รพ. ทำทีจะเข้ามาและก็ขับวนบิดรถออกไป จนวันเกิดเหตุตามปรากฏในคลิป ได้ขับรถจักรยานยนต์ เข้ามาจอด และสวมหมวกกันน็อคขึ้นยังตึกอุบัติเหตุ

ตลอดทางได้นำเศษกระดาษโปรยทิ้งระหว่างทาง ซึ่งพบว่าเป็นถุงยาของโรงพยาบาล ก่อนจะตรงปรี่ไปที่ห้องฉุกเฉิน แล้วล้วงหยิบท่อนไม้ที่ซ่อนมาในกระเป๋าที่สะพายไว้ด้านหน้า และภาพที่เห็นต่อมาคือภาพในห้องฉุกเฉิน ที่มีผู้ป่วยและนักเรียนที่เข้ามารอตรวจรักษา เมื่อนายทะนงศักดิ์ เห็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ได้ใช้ไม้กระหน่ำตีและวิ่งไล่กันไปทางห้องคลอด

ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ชายของโรงพยาบาลได้เข้าไปช่วยเหลือ และช่วยกันจับร่างนายทะนงศักดิ์ไว้เพราะมีการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไป ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจ และหวาดกลัวให้กับผู้มาใช้บริการและเจ้าหน้าที่ รพ.อย่างมาก เบื้องต้นทาง รพ.ได้มีการประชุมร่วมกันที่จะเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขณะที่นายอำเภอโพนนาแก้ว และตัวแทนเหล่ากาชาด ได้มอบสิ่งของเพื่อปลอบขวัญเจ้าหน้าที่ที่ได้บาดเจ็บ เบื้องต้นมีศีรษะแตก ลำตัวมีรอยฟกช้ำ
พ.ต.อ.เศกสรร สุขประเสริฐ รอง ผบก.ตร.ภ.จว.สกลนคร กล่าวว่า หลังจับกุมผู้ต้องหา และสอบสวนเบื้องต้นรับสารภาพว่า อยู่ระหว่างรักษาอาการเสพยา และรู้สึกเจ็บแค้นที่เจ้าหน้าที่ทำให้ตัวเองเจ็บจากการฉีดยาจึงกลับมาเอาคืน ตำรวจได้ตั้ง 3 ข้อหาคือ บุกรุกสถานที่ราชการโดยมีอาวุธ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ เสพสารเสพติด (ยาบ้า)และขับขี่รถ ซึ่งทั้ง 3 ข้อหา มีโทษหนัก จำคุก 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากนี้จะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลจังหวัดสกลนคร โดยศาลให้ฝากขังผัดแรก 12 วัน เพื่อทำการสอบสวน ซึ่งพฤติการณ์การกระทำความผิดครั้งนี้นับว่าอุกอาจมาก กระทำในสถานที่ราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใครเปิดให้คนเจ็บป่วยเข้ามารับการรักษาตามสิทธิเบื้องต้น และบุคลากรทางการแพทย์ ก็ต้องมีสมาธิในการดูแลรักษา เมื่อผู้รักษาไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็เป็นสิทธิที่จะร้องเรียนหรือร้องทุกข์ตามขั้นตอน ไม่ใช่จะมาทำร้ายเอาคืนกัน

“เบื้องต้นตนเองได้สอบถามผู้ต้องหา ทราบว่า สาเหตุที่ลงมือเพราะไม่พอใจที่มารับการฉีดยาแล้วเจ็บ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็พบกับเจ้าหน้าที่ชายที่เข้าเวรอยู่ แต่ความเป็นจริงแล้ว ในการรักษาฉีดยาอาจเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นก็ได้ ผู้ต้องหาจึงรู้สึกฝังใจเจ็บและขู่ไว้ว่าอย่าให้เจอ จากนี้ไปได้กำชับให้ สภ.โพนนาแก้ว ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาให้ถึงที่สุด และให้มีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่บุคลากรการแพทย์ และประชาชนที่มาใช้บริการให้เข้มงวดมากขึ้น” พ.ต.อ.เศกสรร กล่าว

Read Comments

Leave a comment